คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

ดึงเมนู 'พริก' พิชิตความอยาก

ใครที่มีปัญหาเรื่องควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินความพอดีอาจแก้ไขได้ด้วย "พริก" โดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยเพอร์ดู ในรัฐอินดีแอนาของสหรัฐ ศึกษาพบว่าสารแคปไซซินที่ทำให้พริกมีคุณสมบัติเผ็ดร้อนสามารถลดความหิว ควบคุมความอยากอาหาร และเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงาน
ในการศึกษานักวิจัยให้อาสาสมัครที่มีน้ำหนักตัวปรกติ 25 คน บริโภคพริกชี้ฟ้าครึ่งช้อนชา ซึ่งเป็นปริมาณที่คนส่วนใหญ่บริโภคได้ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยให้รับประทานทั้งในรูปของพริกสดและพริกแห้ง ต่างจากการศึกษาอื่นๆ ที่มักใช้แคปซูล

ผลที่ได้พบว่า เมื่อบริโภคพริกสีแดงช่วยระงับความอยากอาหารและเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้นหลังมื้ออาหาร เนื่องจากสารแคปไซซินช่วยเพิ่มอุณหภูมิร่างกายและเผาผลาญพลังงานผ่านการใช้พลังงานตามธรรมชาติ แม้ในกลุ่มคนที่ไม่ได้บริโภคพริกเป็นประจำยังมีความรู้สึกหิวหรือความอยากอาหารลดลง โดยเฉพาะอาหารที่มีรสหวาน เค็ม และมัน

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงอาหารเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยคุมน้ำหนักตัวได้ ทั้งยังเป็นวิธีที่ได้ประโยชน์อย่างยั่งยืนหากทำได้ควบคู่ไปกับการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกาย


ที่มา: http://variety.teenee.com/foodforbrain/34897.html



วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

10 health tips


1. สำรองผลไม้ในตู้เย็นผักผลไม้ที่ควรสำรองในตู้เย็นอย่าให้ขาด ได้แก่ กะหล่ำปลี แครอท ส้มแอปเปิ้ล ซึ่งนอกจาก จะมีประโยชน์มากสำหรับสาว ๆ ที่กำลังไดเอตแล้วการรับประทานผักผลไม้เป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วยนะ

2. เหงือกดีด้วยน้ำชายามเช้าองค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่า การบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลด แบคทีเรียในช่องปากได้เนื่องจากสารโพลีฟีนอลจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นต้นเหตุ ของ ฟันผุส่วนการดื่มชาหลังมื้ออาหาร ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกได้

3. ดื่มน้ำมากขึ้นดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ เกือบ 50 %เชียวล่ะ

4. เปลือยเท้าคลายเครียดการย่ำเท้าเปล่า ไปบนทรายนุ่ม ๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากการเดินเท้าเปล่า จะช่วย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

5. รับแสงแดดอ่อน ๆมีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่าผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลยมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดดเนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกายแต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่าย ๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ควรรับแดดอ่อน ๆในช่วงเย็นจะดีกว่า

6. หันมารับประทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะสำหรับมื้อว่างยามบ่าย แทนที่จะไปคว้าคุ๊กกี้หรือเค็กช็อกโกแลตซึ่งเพียบด้วยแคลอรี่ เปลี่ยนมาทาน ขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่นรับรองว่า จะช่วยให้คุณรู้สึกมีกำลังวังชาแล้วยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ะ

7.สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลง ๆ ลืม ๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่าหรืออาหารเมนูปลา รวมทั้ง เพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 เช่น ไข่ นมถั่วเหลือง นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้

8. เดินไวไว ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย แต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ลองใช้วิธีเดินให้ไวขี้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน เดินไปที่ป้ายรถเมล์สักสามสี่ป้ายหรือเดินขึ้นลงบันไดให้ได้ วันละ 20 นาทีจะช่วยบริหารหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรงและยังทำให้หุ่นสลิมสมส่วนเป็นของแถม

9. เติมไขมันดี ๆ ให้ร่างกายไขมันนั้น ไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพระไขมันมีอยู่หลายชนิดไขมันที่เป็นมหามิตรกับร่างกายน่ะ หากร่างกายขาดแคลนอาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว และไขมัน โอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดี ๆ ที่ไม่เพียงให้ พลังงานทำให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจอีกด้วย

10. Just Do Nothingลองหยุดภารกิจวุ่น ๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชั่วโมงให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ใช้เวลาอยู่คนเดียวตามลำพังจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ เป็นเวลาที่จะได้เรียนรู้วิธีหยุดพักใจอาจจะฟังเพลง เงียบ ๆ คนเดียว หรืออาบน้ำอุ่น ๆแล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ค่อย ๆ จิบน้ำชา ชมดอกไม้เป็นการเติมความรื่นรมย์ด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่นและมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ และยังห่างไกล จากโรคความรีบร้อนอันหมายถึง โรคที่ทำให้คุณตื่นตัว และเร่งรีบจนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง

กิน”วิตามินซี”เสริมดีหรือไม่


ตอนเด็ก ๆ หลายคนชอบกินวิตามินซีชนิดเม็ด เพราะคุณพ่อคุณแม่หาซื้อมาประเคน นัยว่าป้องกันโรคลักปิดลักเปิด พอโตขึ้นหลายคนก็ยังกินอยู่ เพราะสะดวก หรือบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้

ดังนั้นเพื่อ ให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
นพ.กฤษดา กล่าวว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ขายกันอยู่มีทั้งวิตามินซีธรรมชาติ และสังเคราะห์ โดย ชนิดที่เป็นสารสัง เคราะห์ ประกอบด้วย กรดแอสคอบิก ผสมกับน้ำเชื่อมข้าวโพด หรือ คอร์นไซรัป มีการเติมสี แต่งกลิ่น แต่งรส ดังนั้นการกินวิตามินซีชนิดเม็ดจะได้ความหวานด้วย โดยเฉพาะที่เป็นชนิดแบบอมเล่น รสผลไม้ ทั้งหลาย
ถามว่าวิตามินซี ชนิดเม็ดให้คุณค่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือไม่ ขอเรียนว่า ถ้าเป็นวิตามินซีธรรมชาติจะให้คุณค่าไม่ต่างจากผลไม้อุดมวิตามินซีทั่วไป แต่ถ้าเป็นวิตามินซีสังเคราะห์มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาจทำให้เกิด มะเร็งมากขึ้นในหนูทดลองและทำให้หลอดเลือดแข็งตีบในคนได้
โดยหลักในการเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติไม่ให้ดูแค่คำว่า ธรรมชาติ หรือ Natural ข้างฉลากเท่านั้น หากแต่ต้องดูคำว่า ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees แทน
สำหรับความจำเป็นในการกินวิตามินซีชนิดเม็ด นพ.กฤษดา บอกว่า หากกินผักผลไม้ไม่ค่อยไหวก็อาจรับประทานได้บ้าง แต่ไม่ใช่ใช้แทน เพราะอย่างไรก็ดีวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้น ๆ ช่วยด้วย ดังนั้นสูตรสำเร็จสำหรับผู้รักที่จะกินวิตามินซีก็คือ กินอาหารเสริมบวกอาหารสดนั่นเอง
อาหารที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งกลมสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิ้ล และส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งจะสังเกตได้ว่าความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกวิตามินซี เพราะจะเห็นว่าผลไม้เปรี้ยวจัดอย่างมะยมหรือลูกเสาวรสไม่ติดอันดับต้น ๆ เลย
นอกจากนี้อาหารธรรมชาติที่นึกไม่ถึงอีกชนิดที่มีวิตามินซีมาก คือ ปลาทะเลดิบ มีกรด แอสคอบิกมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าชาวเอสกิโมนั้นแม้ไม่ค่อยได้บริโภคพืชผักผลไม้ ก็ยังไม่เป็นโรคขาดวิตามินซี
กลุ่มคนที่ควรรับประทานวิตามินซี คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโลหิตจางและผู้รับประทานมังสวิรัติ เพราะบุหรี่หนึ่งมวนจะผลาญวิตามินซีไปเท่ากับส้มเขียวหวานราว 1 ผลเลยทีเดียว ส่วนโลหิตจางบางชนิดกับคนกินมังสวิรัตินั้นมักขาดธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์จึง ต้องอาศัยวิตามินซีช่วยจับธาตุเหล็กให้มากขึ้นแทน รวมถึงผู้ที่เริ่มสูงวัยหรือผิวพรรณเริ่มเสื่อมไป วิตามินซีจะช่วยกวาดสนิมแก่ ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ซึ่งเป็นเสมือนกระดูกของผิวให้คงรูปไม่เหี่ยวย่นเร็วเกินวัย วิตามินซียังช่วยเสริมภูมิให้กับผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรัง ไอเรื้อรังหรือเป็นหวัดบ่อย นอกจากนี้ยังแก้เครียดด้วย เพราะเกี่ยวพันกับต่อมหมวกไตในการสร้างฮอร์โมนต้านเครียดและการอักเสบชื่อ ว่า คอติซอล
กินวิตามินซีมากไปมีผลเสียหรือไม่นพ.กฤษดา กล่าวว่า มีแน่นอน การกินนับสิบ ๆ เม็ดหรือบ้างก็ใช้ฉีดเข้าเส้นกันโดยหวังว่าจะรักษามะเร็งและโรคร้ายอื่นได้ มีงานวิจัยที่แสดงว่าวิตามินซีปริมาณมากอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ได้ เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลอง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแข็งในมนุษย์ ทำให้ขาดธาตุทองแดงและน้ำย่อยสำคัญในร่างกาย
ส่วนอาการเตือนในช่วง แรกที่กินมากไปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่สังเกตได้ อาทิ คลื่นไส้ ถ้ากินมากถึงแก่อาเจียน แสบร้อนกระเพาะอาหาร จุกใต้ลิ้นปี่ ระคายทางเดินอาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม
อย่างไรก็ตามไม่ต้อง ตระหนกอกสั่นกับ วิตามินซีเป็นพิษ มาก เพราะว่ามันละลายน้ำได้ ถ้าได้เยอะเกินไปร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร จะแย่หน่อยก็ตรงเสียดายว่ามันจะกลายเป็นฉี่แพงไปหน่อยเท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

เต้นแอโรบิคเพื่อสุขภาพ




ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=bvyOWWKS2fk

โบท็อกซ์’ อาจทำให้เข้าใจอารมณ์ของคนอื่นน้อยลง


คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายที่รักสวยรักงามในยุคนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่รู้จัก “โบท็อกซ์”

เพราะเจ้าสารตัวนี้สามารถเนรมิตให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นและตีนกาหายไปในพริบตา และถูกแทนที่ด้วยผิวอันเต่งตึงได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ผลวิจัยชิ้นใหม่จากสหรัฐอเมริกาคงต้องทำให้คุณๆ ทั้งหลายคิดหนักมากขึ้น เพราะบรรดานักวิจัยพบว่าการฉีดโบท็อกซ์อาจทำให้ความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของคนอื่นลดลง          

David Neal ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Southern California ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยของการศึกษาชิ้นนี้ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Social Psychology and Personality Science ว่า ผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์จะมีความสามารถลดลงในการอ่านความรู้สึกของคนอื่น ทั้งนี้เพราะคนเราอ่านอารมณ์ของคนอื่นจากการเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าของพวกเขา ในขณะที่เรากำลังเลียนแบบนั้น กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเราจะส่งสัญญาณไปยังสมอง ทำให้เราเข้าใจอารมณ์ของคนอื่น แต่ถ้าหน้าของเราเต่งตึงจากการฉีดโบท็อกซ์ ความสามารถที่กล้ามเนื้อจะส่งสัญญาณไปยังสมองนั้นก็จะลดลง ทำให้ความสามรถอ่านอารมณ์จากใบหน้าของคนอื่นนั้นน้อยลงตามไปด้วย

นักงานวิจัยได้ทำการทดลอง 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้กลุ่มทดลองผู้หญิงจำนวน 31 คน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์ที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อ กับผู้ที่ฉีดสาร Restylane หรือที่รู้จักกันในนามว่า ฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มเพิ่มเนื้อเยื่อให้ผิวหนังชั้นนอก ส่วนกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่ใช้เจลที่ช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการส่งสัญญาณจากกล้ามเนื้อไปยังสมอง โดยในกลุ่มนี้มีผู้ได้รับการทดลองเป็นผู้หญิง 56 คนและผู้ชาย 39 คน

ผู้วิจัยให้ผู้เข้าทดลองทั้งสองกลุ่มดูภาพสีหน้าคนแบบต่างๆ ผ่านจอคอมพิวเตอร์ จากนั้นให้พวกเขาระบุว่าภาพคนที่เห็นนั้นอยู่ในอารมณ์แบบใด

ผลงานวิจัยพบว่า ผู้ที่กล้ามเนื้อใบหน้าตึงและชาจะมีความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นลดลง ในขณะที่ผู้ที่ได้รับสารกระตุ้นให้กล้ามเนื้อใบหน้าส่งสัญญาณไปยังสมองได้ดีขึ้นนั้นสามารถรับรู้อารมณ์ของคนอื่นเพิ่มขึ้น

ผลงานดังกล่าวสนับสนุนผลงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งโดยมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างการฉีดโบท็อกซ์และสาร Restylane ในกลุ่มผู้เข้าทดลองจำนวน 68 คน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Emotion และพบว่าการฉีดโบท็อกซ์อาจลดความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นเช่นเดียวกัน

Joshua Davis นักจิตวิทยาซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวว่า แม้เขายังไม่ได้เห็นงานวิจัยชิ้นใหม่ของมหาวิทยาลัย Southern California แต่เขาเชื่อว่างานวิจัยชิ้นใหม่จะชี้ให้เห็นว่าการแสดงสีหน้าเป็นส่วนประกอบสำคัญในการรับรู้อารมณ์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับสิ่งที่ทีมวิจัยของเขาพบ

เมื่อผลงานวิจัยชี้ผลเสียของการฉีดโบท็อกซ์เช่นนี้ ก็ต้องมีผู้ที่ออกมาปกป้องเป็นธรรมดา Elizabeth Tanziแพทย์ด้านโรคผิวหนังเป็นหนึ่งในนั้น เธอออกมากล่าวว่า ในวันหนึ่งๆ เธอฉีดโบท็อกซ์ให้คนไข้ไม่ต่ำกว่า 10 คนมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีคนไข้รายใดมาบ่นหรือทักท้วงเกี่ยวกับการรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นกับเธอเลยสักคน เธอยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สิ่งที่คนไข้ของเธอห่วงก็คือหน้าตาของพวกเขาหลังจากฉีดโบท็อกซ์ต่างหาก เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการให้มันออกมาดูไม่เป็นธรรมชาติหรือเกินจริงมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม Neal เจ้าของงานวิจัยชิ้นปัจจุบันเห็นว่า คนไข้หรือผู้ที่กำลังจะฉีดโบท็อกซ์ควรพิจารณาผลกระทบทางอ้อมให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะนั่นหมายถึงการทำให้ความสามารถในการเห็นอกเห็นใจและเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นน้อยลง


วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

เตือนก่อนสาย10หลุมดำเรื่องกิน

เรื่องกินก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นทุกคำที่กินก็ต้องกินอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้นโรคภัยไข้เจ็บก็จะคุกคามตามมา 
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มี 10 หลุมดำ เกี่ยวกับเรื่องของการกิน ฝากเตือนใจผู้อ่านรักษ์สุขภาพ ให้ใส่ใจกับพฤติกรรมการกินอาหาร
เริ่มจาก "กินเช้าดีแต่...ต้องมีลิมิต" อย่าคิดเน้น  แป้ง (Refined carbohydrate) มากไป เช่น ข้าวราดแกงให้เพลาข้าวลงนิด หรือคิดกินเส้นก็เป็นเกาเหลาก็ยังได้ เพราะแป้งมากจะทำให้หิวง่ายก่อนเที่ยง แถมเสี่ยงอ้วนชวนโรคมาอีกพะเรอ
ต่อด้วยหลุมดำที่ 2 "กินแค่พออิ่ม" ด้วยเหตุว่ากระเพาะเป็นอวัยวะเฉื่อยกว่าจะส่งสัญญาณ “อิ่ม” ไปสมองต้องใช้ราว 15 นาที มีเทคนิกง่ายคือให้ “อิ่มก่อนอิ่ม”แล้วจะสบายท้องดีที่สุดครับ
หลุดถัดไป "ชอบลิ้มก่อนนอน" ขอให้ยามหลับเป็นเวลาพักไส้ ช่วงแรกอาจมีท้องกิ่วนิดๆ แต่ขอให้คิดเถิดครับว่า เพื่อให้สมองได้หลับสนิทแล้วหลั่ง “ธาตุนิทรา(Melatonin)” กับ “ธาตุหนุ่มสาว(Growth hormone)” แล้วตื่นมาจะสบายกว่าที่คิด ลองแล้วจะติดใจครับ
หลุมดำที่ 4 เรียกว่า "อย่าย้อนกระเพาะ" ขอให้เลี่ยงอาหารมัน เพราะเป็นอาหารคิดสั้นสำหรับโรคกระเพาะและกรดไหลย้อนครับ สำหรับอาหารเผ็ดยังไม่น่ากลัวเท่า เพราะของทอดและมันเป็นอาหารอร่อยสั้นแต่มันอยู่ในกระเพาะได้ยาวนานกว่าอาหารอื่น ขืนกินบ่อยต้องระวังกรดย้อนศรมาหานะเธอ
ครึ่งทางกับหลุมดำที่ 5 "กินต้องฝึก" นึกหิวเมื่อไรให้ดูว่า “หิวจริง” หรือ “หิวหลอก” บ่อยครั้งที่เป็นแค่ “อยาก” คือหิวแบบสับขาหลอกแต่ออกไปหากินจริง คนไทยชอบกินฉึกฉึก เอ๊ย...จุบจิบ เลยฝากวิธีง่ายไว้ให้ถามตัวเองว่า หิวขนาด “กินฝรั่งสดได้สักลูกไหม” ซึ่งถ้าใช่ก็หิวจริง วิ่งหาอาหารมากระแทกท้องได้
สำหรับหลุมดำที่ 6 คือ "นึกแต่หวาน" ของน่าทานชวนติดอันดับหนึ่งคือ “ของหวาน” ครับ คนไทยเป็น “โรคติดหวาน(Carbohydrate addiction)” กันมาก มีวิธีสังเกตง่ายว่าเมื่อไรกินข้าวเสร็จแล้วอยากหาเหตุกินของหวานล้างปากอีกหรือไม่ ถ้าใช่ก็ค่อยๆ เลิกครับ
ขณะที่หลุมดำเรื่องกินที่ 7 "ทานเน้นมัน(ดี)" ขอให้เลือก “ไขมันดี” ซึ่งไม่มีพระเอกเพียงคนเดียวครับ ต้องจับใช้ให้หลากหลายน้ำมันพืช,สัตว์ ยกเว้นน้ำมันพราย และอย่าใช้น้ำมันแบบแม่ไม่ปลื้ม คือ ยกขวดเท ให้ใช้ช้อนตักใส่กะทะหรือจะใช้แปรงทาก็ได้
หลุมดำที่ 8 "กินติดปรุง" อย่ายุ่งกับ “พวงเครื่องปรุง” ทุกครั้งไป เชฟเจ้าอร่อยเขาถือและมันคือสุขภาพที่เสียไปทุกช้อนที่เติมน้ำปลา,น้ำตาล,ซีอิ๊วหวานหรือซอส เพราะยอดของความอร่อยไม่ใช่รสอุมามิอย่างเดียวแต่เกี่ยวกับรสธรรมชาติแท้ๆด้วยครับ
มาถึงหลุมดำที่ 9 "มุ่งกินกาก" หากอยากให้สุขภาพดีจน “สุดไส้” แถมได้ “ล้างพิษ” ไปในตัวขอให้ช่วยกิน “เส้นใย(ไฟเบอร์)” ซึ่งได้แก่กากทั้งละลายน้ำได้และไม่ได้ เป็นต้นว่ากินผลไม้ก็ให้กินเปลือกด้วย(แต่ช่วยระวังทุเรียนและมังคุด) ให้อย่างน้อยวันหนึ่งได้ผักผลไม้สัก 5 ทัพพีครับ
หลุมดำสุดท้าย "อยากให้หลากหลาย" อย่าปลงใจกับลูกสาวแม่ครัวเจ้าเดียว ขอให้เทียวสลับอาหารให้หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง ขอให้เลี่ยงก๋วยเตี๋ยวสามมื้อหรือเช้าข้าวราดแกง กลางวันแกงราดข้าว หรือจะเอากับข้าวบ้านมาทานสักสัปดาห์ละครั้งก็เก๋ดี

ทราบแล้วลองนำไปปรับเปลี่ยนนิสัยการกินอาหารกันเสียไหม แล้วรอดูสุขภาพของคุณสิ


วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

12 เคล็ดลับดูแลตัวเองง่าย เพื่อสุขภาพที่ดี


 


1. หวีผมบ่อยๆ:
หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรง เบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ:
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดี ขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง
3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว
5. ขบฟันบ่อยๆ:
ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
6. > ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย
7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร
8. > หมั่นขับของเสีย:
หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น
10. ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก
11. เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ
12. ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี

ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล
อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน
unigang

ที่มา http://variety.teenee.com/foodforbrain/34285.html